เกิดอะไรขึ้น 24 เมษายน 2568 ที่กระทรวงแรงงาน?
บรรยากาศหน้ากระทรวงแรงงานเต็มไปด้วยพลังของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน เมื่อ 3 องค์กรหลักได้แก่ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.), สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และ พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน เพื่อสะท้อนวิกฤตคุณภาพชีวิตแรงงานและทวงถามความจริงใจจากรัฐบาล
และในวันนั้น กลุ่มขอคืนไม่ได้ขอทาน นำโดยหมอบูรณ์ ได้เดินทางมาร่วมแสดงจุดยืนและแลกเปลี่ยนมุมมองกับ คุณสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สรส. ซึ่งได้ให้ข้อมูลที่จะเปลี่ยนทิศทางการต่อสู้เพื่อสิทธิบำนาญของผู้ประกันตนทั้งประเทศ
ไฮไลต์สำคัญ: ศาลแรงงาน vs ศาลปกครอง ต่างกันอย่างไร?
นี่คือหัวใจของการสนทนาในวันนั้น คุณสาวิทย์อธิบายให้ชัดว่า แม้ฎีกา 3307/2567 จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันสิทธิของผู้ประกันตน ม.39 แต่การนำไปใช้ผ่านศาลแรงงาน ชัยชนะจะตกแก่เฉพาะผู้ที่ยื่นฟ้องเป็นรายบุคคลเท่านั้น
การฟ้องคดีต่อ ศาลปกครอง เพื่อบังคับให้ เพิกถอนหรือแก้ไขกฎกระทรวง จะส่งผลต่อผู้ประกันตนทุกคนในระบบ ไม่ใช่เฉพาะโจทก์ในคดี — นี่คือความต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างสองศาล
| หัวข้อ | ศาลแรงงาน | ศาลปกครอง (เป้าหมาย) |
|---|---|---|
| ผลผูกพัน | เฉพาะผู้ฟ้องรายบุคคล | ผู้ประกันตนทุกคนในระบบ |
| เป้าหมาย | เรียกสิทธิคืนให้ตัวเอง | เพิกถอน/แก้ไขกฎกระทรวง |
| ผลระยะยาว | ไม่เปลี่ยนระบบ | เปลี่ยนสูตรคำนวณบำนาญ |
| ความคุ้มค่า | ต้องสู้ทีละราย | ชนะครั้งเดียว ทุกคนได้ประโยชน์ |
จากฎีกา 3307 สู่การตัดสินใจยกระดับ
คุณสาวิทย์ได้จุดประกายแนวคิดสำคัญว่า การรวมพลังของผู้ได้รับผลกระทบนับ พันคน และนำเรื่องฟ้องต่อ ศาลปกครอง ในรูปแบบ Class Action จะเป็นกุญแจที่ "ปลดล็อก" ระบบบำนาญที่ไม่เป็นธรรมให้กับผู้ประกันตนทุกคน
"เป้าหมายสูงสุดของการฟ้องศาลปกครองในครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องสิทธิให้ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เพื่อบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎกระทรวง รื้อระบบที่ไม่เป็นธรรม และปลดล็อกให้ผู้ประกันตนทุกคนได้รับเงินบำนาญชราภาพที่ดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างสมศักดิ์ศรี"
— หมอบูรณ์ อารยพล · หลังการหารือกับคุณสาวิทย์ แก้วหวาน
7 ข้อเรียกร้องเร่งด่วนจากองค์กรแรงงาน
นอกจากการต่อสู้เรื่องบำนาญแล้ว กลุ่มขอคืนยังร่วมสนับสนุนข้อเรียกร้องทั้ง 7 ประการขององค์กรแรงงาน ที่ยื่นต่อรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานในวันนั้น:
ปฏิรูประบบประกันสังคม
รัฐบาลต้องคืนเงินสมทบค้างจ่ายกว่า 48,000 ล้านบาท และปรับฐานจ่ายเงินสมทบ 3 ฝ่ายเท่ากัน (นายจ้าง 5% · ลูกจ้าง 5% · รัฐ 5%)
ค้านสูตรบำนาญ CARE #StopCARE
ยกเลิกสูตรใหม่ที่ลิดรอนสิทธิ ม.33 เสนอให้ใช้เกณฑ์ 50% ของค่าจ้างสูงสุดก่อนออกจากงาน และบำนาญ ม.39 ต้องไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน (3,078 บาท/เดือน)
ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเท่าเทียม
ปรับขึ้นเป็น 492 และ 712 บาท เท่ากันทั่วประเทศ เพราะค่าครองชีพแพงเท่ากันทุกพื้นที่
ยุติการจ้างงานระยะสั้น
ยกเลิกสัญญาจ้างชั่วคราว เหมาช่วง และเหมาบริการ คืนความมั่นคงในอาชีพให้คนทำงาน
คุ้มครองแรงงานนอกระบบ
เร่งออกกฎหมายคุ้มครองไรเดอร์ แพลตฟอร์ม และลูกจ้างทำงานบ้าน ให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายแรงงาน
จัดการแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นระบบ
ยกเลิกระบบ E-work Permit ที่ซับซ้อนและเข้าถึงยาก
รับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98
สิทธิรวมตัวเจรจาต่อรอง ยกระดับมาตรฐานแรงงาน และเป็นประโยชน์ต่อการเจรจา FTA กับยุโรป
ก้าวต่อไป: Class Action เพื่อผู้ประกันตนทุกคน
การผสานกำลังกันระหว่าง กลุ่มขอคืนไม่ได้ขอทาน และ สสรท. คือสัญญาณสำคัญว่าการต่อสู้กำลังยกระดับขึ้น กลุ่มฯ จะรวบรวมผู้ได้รับผลกระทบและเตรียม ยื่นฟ้องสำนักงานประกันสังคมต่อศาลปกครอง ในรูปแบบ Class Action เพื่อบังคับให้มีการแก้ไขกฎกระทรวง รื้อระบบที่ไม่เป็นธรรม และปลดล็อกให้ผู้ประกันตนทุกคนได้รับเงินบำนาญชราภาพที่ดีขึ้น
ขณะนี้มีสมาชิกร่วม Class Action แล้วกว่า 904 คน และสภาทนายความกำลังพิจารณารับเป็น "คดีสาธารณะ" ที่จะส่งผลต่อผู้ประกันตนนับล้านคนทั่วประเทศ
⚖️ ร่วม Class Action กับ 904+ คน
ยิ่งมีสมาชิกมาก ยิ่งพิสูจน์ว่าเป็นปัญหาสาธารณะ — และยิ่งมีพลังในการเรียกร้องให้ศาลปกครองเปลี่ยนกฎกระทรวง