ลงทะเบียนไว้แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกใคร? รวบรวมคำถามที่คนถามมากที่สุดก่อนตัดสินใจ พร้อมคำตอบตรงไปตรงมา ไม่หลีกเลี่ยงข้อสงสัยไหนเลย
บอร์ด สปส. ไม่ได้ทำงานแค่ในกลุ่มฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน แต่ทำงานร่วมกันทั้งหมด 21 คน ครอบคลุมทั้งฝ่ายผู้ประกันตน ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายรัฐ หมอบูรณ์ยืนยันว่าพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายที่มีจุดยืนตรงกัน ไม่จำเป็นต้องมีทีมใหญ่ถึงจะเสนอหรือคัดค้านนโยบายได้ เพราะกรรมการแต่ละคนมีสิทธิ์ลงมติและแสดงความเห็นเท่ากัน
ไม่ใช่ว่าไม่เคยพยายาม — หมอบูรณ์เจรจารวมกลุ่มกับเครือข่ายแรงงานหลายกลุ่มมานานกว่า 2 ปีแล้ว แต่ไม่สำเร็จ เพราะโครงสร้างขององค์กรใหญ่แต่ละแห่งไม่สามารถรวมตัวกันได้จริงในทางปฏิบัติ เมื่อรวมทีมไม่ได้ จึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ Bullet Voting แทน ให้ผู้มีสิทธิ์จดจำและเลือกเบอร์เดียว เพื่อไม่ให้คะแนนกระจัดกระจายไปหลายที่จนไม่มีใครได้คะแนนพอ
ทีมใหญ่ที่ลงสมัครครบ 7 คนมักได้เปรียบเรื่องการรวมคะแนนอยู่แล้ว เพราะฐานเสียงของทีมจะกระจายโหวตให้ครบทุกคนในทีม ผู้สมัครอิสระที่ไม่มีทีมหนุนหลังอย่างหมอบูรณ์ หากคะแนนที่ตั้งใจเลือกไปกระจายให้คนอื่นด้วย จะทำให้คะแนนที่แท้จริงเจือจางลงเมื่อเทียบกับทีมใหญ่ การเขียนเบอร์เดียวโดดจึงรวมพลังทั้งหมดไว้ที่คนเดียว
หมายเหตุ: ถ้าคุณมีผู้สมัครคนอื่นที่ชอบด้วย ไม่จำเป็นต้องเสียสิทธิ์ ใช้กลยุทธ์ "6+1" แทนได้ — ดูรายละเอียดที่หน้าทิ้งดิ่ง
ดูจากสิ่งที่ทำมาก่อนการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่คำพูดตอนหาเสียง หมอบูรณ์ก่อตั้งกลุ่ม "ขอคืนไม่ได้ขอทาน" มาตั้งแต่ปี 2563 และเคยลงสมัครเลือกตั้งบอร์ดชุดก่อนหน้ามาแล้วครั้งหนึ่ง รณรงค์เรื่อง 3 ขอ (เลือก-คืน-กู้) ต่อเนื่องมา 6 ปี
ไม่เสียเปล่า เพราะการเคลื่อนไหวคัดค้านสูตร CARE และกลุ่มขอคืนไม่ได้ขอทาน ดำเนินมาก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่แล้ว และจะดำเนินต่อไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร รวมถึงแผนการยื่นฟ้องศาลปกครองสูงสุดหากสูตร CARE ประกาศใช้จริงในราชกิจจานุเบกษา การเลือกตั้งเป็นเพียงหนึ่งในหลายช่องทางการต่อสู้ ไม่ใช่ช่องทางเดียว
"หมอ" ในที่นี้เป็นคำเรียกทั่วไปแบบไทยที่ใช้กับผู้เชี่ยวชาญหรือคนที่น่าเชื่อถือในการแก้ปัญหา ไม่ได้จำกัดเฉพาะตำแหน่งทางการแพทย์ บูรณ์ อารยพล จบการศึกษาระดับสัตวแพทยศาสตร์และนิติศาสตร์ ใช้คำนำหน้าตามวุฒิการศึกษาคือ D.V.M., LL.B. เท่านั้น ไม่ใช้คำนำหน้า "น.สพ." เนื่องจากไม่ได้เป็นสมาชิกที่ยังปฏิบัติงานอยู่ของสัตวแพทยสภาในปัจจุบัน
คำกล่าวอ้างว่า "ไม่มีใครเสียประโยชน์" มักหมายถึงเฉพาะกลุ่มที่รับบำนาญอยู่แล้วในปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งมีมาตรการชดเชยส่วนต่างจำกัดแค่ 5 ปีแรก แต่ไม่ครอบคลุมผู้ที่จะเกษียณในอนาคต ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริงจากการเปลี่ยนวิธีคำนวณจากฐาน 60 เดือนสุดท้ายเป็นค่าเฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงาน
อ่านนโยบายฉบับเต็ม หรือดูหลักฐานการทำงานทั้งหมด
📜 อ่านนโยบาย 7+1 → 📰 ดูหลักฐานทั้งหมด →