หลักฐานสัมภาษณ์สด · 20 กรกฎาคม 2569

หลักฐานสัมภาษณ์สด! หมอบูรณ์เบอร์ 2 ตอบมติชนกลางทาง — เคลียร์ดราม่าปฏิทิน พร้อมดีเบตสูตร CARE 24 ชม.

📞 สัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ 📖 อ่าน 6 นาที 🎥 คลิปประกอบ

ระหว่างลงพื้นที่เดินทางเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 บูรณ์ อารยพล (หมอบูรณ์) ผู้สมัครบอร์ดประกันสังคม เบอร์ 2 ได้รับสายตรงจาก คุณแบม (รัตนาพร กุลหงษ์) ผู้สื่อข่าวออนไลน์ สำนักข่าวมติชน ขอสัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ ครอบคลุมทั้งดราม่าปฏิทินประกันสังคม จุดยืนต่อสูตร CARE แผนเดินหน้าทางกฎหมาย และยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง

📰 หมายเหตุ: บทสัมภาษณ์นี้ให้ไว้กับสำนักข่าวมติชนโดยตรง ซึ่งจะทยอยนำเนื้อหาบางส่วนไปเผยแพร่ในบทความข่าวเร็วๆ นี้ — หน้านี้เป็นบันทึกหลักฐานฉบับเต็มจากฝั่งผู้ให้สัมภาษณ์ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่มีการตัดต่อบิดเบือนเนื้อหา

🗓️ ดราม่าปฏิทิน vs สูตร CARE — เรื่องไหนคือเรื่องจริง

เมื่อถูกถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องงบประมาณจัดทำปฏิทินของสำนักงานประกันสังคม หมอบูรณ์ตอบตรงไปตรงมาว่าไม่ใช่ประเด็นที่ควรนำมาโจมตีกันรุนแรง เพราะเป็นงบประมาณเพียงเสี้ยวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินสมทบที่จัดเก็บได้ปีละแสนกว่าล้านบาท และมองว่าเป็นเรื่องที่บอร์ดสามารถพิจารณาได้ตามปกติ

"เรื่อง CARE นี่ 24 ชั่วโมงพร้อมดีเบต"
— หมอบูรณ์ ให้สัมภาษณ์มติชน 20 ก.ค. 2569

ท่าทีนี้สะท้อนจุดยืนชัดเจนว่าประเด็นที่หมอบูรณ์ให้น้ำหนักคือผลกระทบเชิงนโยบายต่อเงินบำนาญของผู้ประกันตนโดยตรง ไม่ใช่ดราม่ารายวันที่ไม่กระทบสิทธิประโยชน์จริง

⚖️ แผนเดินหน้าคัดค้านสูตร CARE ทางกฎหมาย

หมอบูรณ์อธิบายว่าหลังจาก ครม. มีมติเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงสูตร CARE เมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 กระบวนการยับยั้งเหลืออยู่ 2 ขั้นตอนหลัก:

1
ยื่นหนังสือถึงกฤษฎีกา (ดำเนินการแล้ว)
เครือข่ายผู้ประกันตนเกือบ 200 คนร่วมลงชื่อ ยื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อ 15 ก.ค. 2569 ขอให้ชะลอและทบทวนร่างกฎกระทรวง
2
ฟ้องศาลปกครองสูงสุดแบบ Class Action
หากร่างกฎกระทรวงประกาศในราชกิจจานุเบกษาจริง เตรียมรวบรวมผู้ประกันตนยื่นฟ้องศาลปกครองสูงสุดโดยตรงภายใน 90 วัน ขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้บังคับใช้สูตรนี้

ส่วนคำกล่าวอ้างจากฝ่ายรัฐเรื่อง "มีมาตรการชดเชยย้อนหลัง" หมอบูรณ์ชี้แจงว่าเป็นการสื่อสารไม่ครบถ้วน เพราะมาตรการชดเชยครอบคลุมเฉพาะผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้วในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ครอบคลุมผู้ที่จะเกษียณในอนาคต และมาตรการชดเชยมีระยะเวลาจำกัดเพียง 5 ปีตามที่เคยนำเสนอในบทความก่อนหน้า

💡 นโยบาย Best 60 — ทางเลือกที่เสนอแทนสูตร CARE

หมอบูรณ์อธิบายหลักการของ Best 60 ว่าแตกต่างจาก "60 เดือนสุดท้าย" ในสูตรเดิม โดยจะนำค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานส่งเงินสมทบตลอดการทำงานทั้งหมดมาเรียงลำดับจากสูงไปต่ำ แล้วเลือกเฉพาะ 60 เดือนที่ฐานเงินเดือนสูงที่สุดมาเฉลี่ยคำนวณบำนาญ แทนที่จะเฉลี่ยทั้งชีวิตการทำงานแบบสูตร CARE — ชี้ว่าหลักการนี้ใกล้เคียงกับแนวทาง "Best Years" ที่หลายประเทศใช้ (เช่นฝรั่งเศสใช้ 25 ปีที่ดีที่สุด สหรัฐฯ ใช้ 35 ปีที่ดีที่สุด) และยืนยันว่าตัวเลขปีสามารถปรับได้ตามความเหมาะสม ขอเพียงหลักการ "เลือกช่วงที่ดีที่สุด" ยังคงอยู่

🎯 ยุทธศาสตร์ "ทิ้งดิ่งเบอร์ 2" — ทำไมเลือกลงอิสระ

เมื่อถูกถามว่าการลงสมัครอิสระโดยไม่รวมทีมจะเสียเปรียบหรือไม่ หมอบูรณ์ยอมรับว่ามีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่หลังจากพยายามเจรจารวมกลุ่มกับเครือข่ายแรงงานหลายกลุ่มมากว่า 2 ปีแล้วไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจใช้ยุทธศาสตร์ Bullet Voting คือรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจดจำและกาเบอร์เดียว เพื่อให้คะแนนเสียงไม่กระจัดกระจาย และไม่ต้องแข่งขันแบ่งคะแนนกับผู้สมัครในทีมเดียวกัน

หมอบูรณ์ยืนยันว่าแม้ลงอิสระ แต่พร้อมทำงานร่วมกับกรรมการทุกฝ่ายทั้งผู้ประกันตน นายจ้าง และภาครัฐ หากนโยบายนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตนจริง โดยยกตัวอย่างว่าเคยพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับตัวแทนฝ่ายนายจ้างหลายรายแล้ว และพบจุดร่วมกันในประเด็นคัดค้านสูตร CARE เช่นกัน

⏰ ข้อความส่งท้าย — ก่อนปิดทะเบียนวันนี้

ช่วงท้ายบทสัมภาษณ์ หมอบูรณ์ย้ำเตือนว่าวันที่ให้สัมภาษณ์ (20 กรกฎาคม 2569) คือวันสุดท้ายของการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เชิญชวนผู้ที่ยังไม่ลงทะเบียนให้รีบดำเนินการก่อนเวลาปิดระบบ 23.59 น. ของคืนนี้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ในวันเลือกตั้งจริง 27 กันยายน 2569

📋 บทถามตอบ ฉบับเต็ม

หมายเหตุ: จัดรูปแบบจากคำพูดสดให้อ่านง่ายขึ้น (ตัดคำอุทานและคำพูดติดขัดที่ไม่จำเป็นออก) แต่คงเนื้อหาและคำตอบครบทุกประเด็นตามที่ให้สัมภาษณ์จริง

Q: หมอบูรณ์ลงสมัครครั้งแรกเลยหรือเปล่า?

เป็นครั้งที่ 2 ของชีวิตในการเลือกตั้งครับ ครั้งแรกคือเมื่อประมาณ 2 ปีเศษที่ผ่านมา ที่เลือกตั้งกันไปเป็นชุดที่ 14 ชุดนี้เป็นชุดที่ 15 เป็นครั้งที่ 2 ของผมครับ

Q: ทำไมถึงตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งอีกครั้ง?

เรามีความตั้งใจอย่างยิ่งไม่ว่าจะครั้งไหนก็แล้วแต่ อยากเห็นสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมาเราหวังในเรื่องตัวแทนผู้ประกันตนที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่การแต่งตั้งหรือสรรหา แต่คนที่เข้าไปเป็นตัวแทนก็ไม่ได้ทำเพื่อผู้ประกันตน เรามองว่าเขาทำเพื่อพรรคและพวกของเขาเสียส่วนใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อคน 12 ล้านคน อย่างเช่นสูตรคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ที่เรียกว่า CARE เรารู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ครั้งนี้เราจึงคิดว่าจะพยายามเข้าไปหยุดยั้งสูตรบำนาญชราภาพที่ทำให้ผู้ประกันตนส่วนใหญ่ 90% ทุกคนจะเสียประโยชน์อย่างน้อย 1,000 บาท เมื่อผ่านไป 6 ปีที่สูตรนี้เกิดขึ้น อยากให้คนที่มาอ่านหรือมาเห็นบทสัมภาษณ์นี้ ใครที่ไม่ต้องการให้บำนาญของตัวเองลดลง กรุณาเลือกเบอร์ 2 ทิ้งดิ่งครับ

Q: ตอนนี้สูตร CARE ผ่าน ครม. เรียบร้อยแล้ว การเคลื่อนไหวจะเดินหน้าต่อยังไงเพื่อเข้าไปยับยั้ง?

มันเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน ตัวกฎที่เกิดจากรัฐบาลเรียกว่ากฎกระทรวง ซึ่งสามารถยับยั้งได้หลายวิธี ตอนนี้เหลืออยู่ 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกที่ทำไปแล้วคือทางกลุ่มรวมตัวกันเกือบ 200 คน มีคนเขียนอีเมล เขียนจดหมายไป ล่าสุดวันที่ 15 ก็ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อขอความเป็นธรรม ให้ชะลอให้ทางกระทรวงกลับไปพิจารณาใหม่ แล้วก็รอดูครับ ถ้าสมมุติมันออกมาจริงๆ คณะกรรมการกฤษฎีกาประกาศในราชกิจจานุเบกษา กฎหมายก็ให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญโดยมีศาลปกครองพิจารณาเรื่องกฎระเบียบ อันนี้เราจะฟ้องศาลปกครองสูงสุดเลย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง เราสามารถฟ้องไปที่ศาลปกครองสูงสุดเลยไม่ต้องเป็นศาลปกครองชั้นต้น เราจะฟ้องภายใน 90 วัน ถ้าประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็คงจะรวมตัวกันเป็นการฟ้องแบบ Class Action เพื่อร้องขอต่อศาลปกครองให้มีคำสั่งคุ้มครอง อย่าเพิ่งใช้สูตรนี้เพราะจะสร้างความเสียหายในอนาคตอย่างใหญ่หลวงกับผู้ประกันตนครับ

Q: แต่ รมว. บอกว่าจะมีการชดเชยย้อนหลังให้...

ชดเชยย้อนหลังหมายถึงคนที่รับบำนาญแล้ว คือเขาพูดไม่หมด ไม่ทราบว่าท่านเข้าใจจริงหรือเปล่า ไม่ก้าวล่วง แต่สิ่งที่ท่านพูดออกมาก็เหมือนแผ่นเสียงตกร่องของผู้ที่สนับสนุนที่บอกไม่มีใครเสียประโยชน์เลย แล้วพูดเฉพาะผู้ที่รับบำนาญอยู่ครับ แต่คนที่จะไปรับบำนาญในอนาคตเสียประโยชน์เลย ถ้าเริ่มประกาศใช้ปี 2570-71 จะเสียประโยชน์หลักร้อย ปี 72-75 จะเสียประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ ได้ใช้ตัว Equation มาพิสูจน์แล้วว่าประชาชนไทยโดยเฉพาะคนที่มีฐานรายได้ค่าแรงขั้นต่ำจะเสียประโยชน์ร้อยถึงพันบาท บางคนที่มีฐานเงินเดือนสูงในช่วงท้ายอาจเสียประโยชน์ 2-3 พันบาท ค่าเฉลี่ยจะเสียประโยชน์อยู่ที่พันบาทเมื่อผ่านไปครบ 6 ปี แต่คนมาตรา 33 กว่า 12 ล้านคนอาจจะยังไม่รู้ ตอนนี้เว็บไซต์ของประกันสังคมที่แจ้งเรื่องนี้ก็ยังอยู่ ลองไปกรอกดูได้ครับ ส่วนใหญ่คนจะเพิกเฉยเพราะยังไม่เห็นผลกระทบ ก็จะไม่รู้สึกอะไร วิธีการที่รัฐมนตรีพูดก็พูดเป็นสิ่งเดียวกับที่พูดมาแต่แรก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ว่าจะชดเชย 5 ปี แต่คนที่ชดเชยไปแล้วเฉพาะปีที่ 2 ก็เสียประโยชน์แล้ว ปีที่ 6 ไม่ชดเชย อยากให้ตั้งข้อสังเกตว่าถ้าไม่มีใครเสียประโยชน์จริง ผมขอท้าท่านรัฐมนตรีว่าถ้ากล่าวอ้างว่าไม่มีใครเสียประโยชน์ ก็ให้มาตรา 33 ใช้สูตรเดิมได้เลย จะกลัวอะไร ร่างกฎกระทรวงนี้ไม่ได้เขียนบทเฉพาะกาลคุ้มครองตามหลัก Grandfather Clause ซึ่งการออกกฎหมายมาแล้วให้แรงงานเสียประโยชน์ทำไม่ได้ ไม่ควรเสียประโยชน์แม้แต่สลึงเดียวหรือบาทเดียวครับ

Q: ช่วยอธิบายแนวคิด Best 60 ให้ฟังหน่อยได้ไหม?

Best 60 จะช่วยฝั่งผู้ประกันตน เนื่องจากเจตนารมณ์เดิมของกฎหมายต้องการให้ผู้ประกันตนมีบำนาญเยอะสุด ในอดีตคนทำงานจนถึงเกษียณ แต่รูปการณ์เปลี่ยนไป เขาเลยมาแก้ปัญหาด้วยสูตร CARE คือค่าเฉลี่ยตลอดชีพ ซึ่งขัดกับหลักของ พ.ร.บ.ประกันสังคมที่ต้องการให้คนได้บำนาญสูงสุดจากช่วงที่ทำงานพีกที่สุด Best 60 จะตอบโจทย์ตรงนี้ เพราะจะเอา 60 เดือนเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่ 60 เดือนสุดท้าย เราจะเอาฐานเงินสมทบทั้งหมดที่เคยส่งมาเรียงลำดับจากสูงไปต่ำ แล้วเอาลำดับที่ 1 ถึง 60 มาบวกกันหาร 60 เพื่อคำนวณฐานบำนาญ วิธีนี้จะทำให้ทุกคนไม่มีปัญหาเลย คนที่หลงไปมาตรา 39 ฐานเงินต่ำก็จะไปอยู่ลำดับท้ายๆ ซึ่งไม่ถูกเอามาคำนวณ ถ้าถามว่าน้อยไป เราค่อยๆ ขยับก็ได้ อาจเขียนในสูตรว่าทุก 3 ปีปรับจาก 60 เป็น 100 จาก 100 เป็น 120 ได้ แต่ควรยึดหลักกฎหมายเดิมไว้ก่อนคือ 60 เดือน แค่เปลี่ยนจาก "60 เดือนสุดท้าย" เป็น "60 เดือนที่ส่งสมทบสูงที่สุด" วิธีนี้จะช่วยทั้งมาตรา 33 และ 39 ได้แน่นอนครับ

Q: ช่วยแนะนำนโยบายทั้งหมดให้หน่อยได้ไหม?

นโยบายหลักมีทั้งหมด 7 ข้อครับ ข้อแรกคือ Stop CARE แล้วใช้แนวปฏิบัติตามฎีกา 3307/2567 แทน ข้อ 2 คือบำนาญขั้นต่ำ 10,000 บาท โดยใช้สูตร Best 60 เปิดโอกาสให้มาตรา 39 เลือกส่งสมทบสูงสุดที่ฐาน 25,000 บาท ส่วนมาตรา 33 ที่เงินเดือนไม่ถึง 25,000 บาท ให้จ่ายสมทบเองทั้งส่วนลูกจ้างและนายจ้าง เมื่อส่งครบ 30 ปีจะได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทแน่นอน ข้อ 3 คือ "3 ขอ" (ขอเลือก ขอคืน ขอกู้) ที่รณรงค์มา 6 ปีแล้ว ข้อ 4 คือคนที่ส่งสมทบครบ 20 ปี ไม่ว่าจะยังเป็นผู้ประกันตนหรือไม่ จะได้สิทธิรักษาพยาบาลตลอดชีพแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ต่างจากข้าราชการเกษียณ ข้อ 5 คือ Co-contribution ให้คู่สมรสและลูกอีก 2 คนร่วมรับสิทธิรักษาพยาบาลได้ ข้อ 6 คือไม่จำกัดเพดานการรักษาทันตกรรมและยามะเร็ง ควรรักษาได้ตามจริงโดยไม่ต้องจ่ายส่วนต่าง ข้อ 7 คือ Open SSO เปิดเผยการประชุม วาระ ข้อกำหนด ให้ Live ได้ รายงานผลประกอบการกองทุน 3 ล้านล้านบาทให้โปร่งใสทุกเดือน และข้อสุดท้ายทำเพื่อคน Gen Z และ Gen Y ให้ทุกอย่างเป็น Super App พร้อม Flexible Benefit ให้คนที่ไม่แต่งงานหรือไม่มีลูกสามารถเอาสิทธิ์ค่าคลอดไปเสริมสิทธิ์อื่นแทนได้ รวมถึงให้ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักบำบัดได้ในฐานะการรักษาพยาบาล รวมประมาณ 8 ข้อครับ ดูรายละเอียดเต็มได้ที่ boonarayapon.com/policy-2569

Q: การลงสมัครอิสระแบบไม่สังกัดกลุ่มครั้งนี้ เราจะเสียเปรียบหรือได้เปรียบยังไง?

มีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อเสียง่ายๆ คือถ้ามี 7 คนในทีม แต่ละคนมีคะแนนสัก 20,000 ก็จะได้รวม 140,000 แต่ปัญหาคือพยายามมา 2 ปีแล้วยังไม่เห็นใครมีแววที่จะรวมกันแล้วไปสู้กับพรรคการเมืองได้ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ได้ก็ต้องใช้ยุทธศาสตร์ Bullet Voting คือให้คนจำเราเบอร์เดียว เลือกเบอร์ 2 หมอบูรณ์ ทิ้งดิ่ง ช่องที่เหลือ 6 เบอร์ไม่ต้องเสียดาย เชื่อว่าเข้าไปแล้วสามารถลุกขึ้นมา Live นำเสนอนโยบายในฐานะเดี่ยวได้ เสียงจะดังพอ ตอนนี้เว็บไซต์ boonarayapon.com เท่าที่ดู SEO, Google Analytics, Google Search Console ก็มีคน Reference เยอะ เชื่อว่าจะเข้าไปเป็นหมาเฝ้าสมบัติกองทุน 3 ล้านล้านได้แน่นอน ถ้าไม่อยากถูกชี้นำด้วยพรรคการเมือง ก็เลือกไปหนึ่งเบอร์เพื่อให้ไปเฝ้าเงินของเราได้ครับ

Q: ถ้าเข้าไปนั่งเป็น 1 ใน 7 ตัวแทนผู้ประกันตน จะทำงานร่วมกับทีมอื่นยังไง?

บอร์ดทำงานทั้งหมด 21 คนครับ ไม่ใช่แค่ 7 หรือ 14 คน ต้องทำงานกับทั้งผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐด้วยในการผลักดันนโยบายดีๆ เพื่อผู้ประกันตน ถ้ามีนโยบายดีก็สนับสนุน ถ้าไม่ดีก็ยืนยันในสิ่งที่คิดและแจ้งกับประชาชนว่าทำไมถึงค้านหรือสนับสนุน เพราะเข้าไปเป็นกรรมการของผู้ประกันตน ไม่ใช่กรรมการของพรรคใดพรรคหนึ่ง เคยไปพูดคุยกับตัวแทนฝ่ายนายจ้างหลายคนแล้ว อย่างคุณทวีเกียรติ รองสวัสดิ์ ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ เพราะแกก็ไม่อยากได้สูตร CARE เหมือนกัน

Q: เรื่องวิกฤตศรัทธาของประกันสังคม คิดว่าหนักแค่ไหน แล้วควรแก้อะไรก่อน?

ประกันสังคมก่อตั้งปี 2533 มาจนถึงปัจจุบันเกือบ 36 ปีแล้ว มีเงินสะสม 3 ล้านล้านบาท วิกฤตศรัทธาส่วนหนึ่งเกิดจากคนออกมาแฉในมุมที่ไม่ดี อย่างเช่นเรื่องปฏิทินที่ใช้งบประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งเทียบกับเงินสมทบที่เก็บได้ปีละแสนกว่าล้านบาทแล้วถือว่าไม่มากนัก เป็นเรื่องที่บอร์ดพิจารณาได้ตามปกติ ปัญหาจริงๆ คือคนที่มีสื่อในมือมักไม่ตามเรื่องให้ถึงที่สุด ถ้ามีการล็อกสเปกหรือทำ TOR เอื้อประโยชน์ใครก็ควรตรวจสอบให้ถึงที่สุด ถ้าพบการทุจริตก็ต้องดำเนินคดีให้ชัดเจน ที่ผ่านมาระบบบริหารแบบ Conservative ตามระบบราชการ การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องดีแต่ต้องชั่งใจให้รอบคอบ เพราะเห็นตัวอย่างในหลายประเทศละตินอเมริกาที่ให้เอกชนบริหารกองทุนประกันสังคมแล้วล่มไปหลายที่ ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนอย่างรอบคอบก่อนเปลี่ยนแปลงครับ

Q: อยากฝากอะไรถึงคนที่ยังไม่ได้ไปลงทะเบียน/เลือกตั้งบ้างไหม?

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียน ยังเหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนปิดระบบ ปีนี้เป็นปีพิเศษที่มีหน่วยเลือกตั้งครอบคลุมเกือบทุกอำเภอทั่วประเทศ กว่า 700 คูหา ใกล้บ้านกว่าที่เคยมีมา ถ้าไม่อยากให้สูตรที่ทำให้บำนาญลดลงผ่านไปโดยไม่มีใครทัดทาน ก็ควรออกไปใช้สิทธิ์ เพราะยิ่งมีคนไปเลือกเยอะ ยิ่งสะท้อนความต้องการของผู้ประกันตนจริงๆ วันเลือกตั้งคือวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 ออกจากบ้านไปเลือกคนที่จะช่วยให้คุณได้สิทธิดีๆ อย่านอนหลับทับสิทธิ์ครับ

⏰ วันนี้วันสุดท้าย! ลงทะเบียนก่อน 23.59 น.

อย่าปล่อยให้สิทธิ์ของคุณหลุดมือ — ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที

📝 ลงทะเบียนตอนนี้ → 📊 ร่วมโหวตโพล CARE →

บทความที่เกี่ยวข้อง

📜
แถลงการณ์คัดค้านสูตร CARE ฉบับเต็ม
เอกสารราชการ 4 ฉบับ ยื่นถึงกฤษฎีกา 15 ก.ค. 2569
🔍
"เป็นธรรม-มีเยียวยา" จริงหรือ?
วิเคราะห์คำแถลงจุลพันธ์ ก่อน CARE เข้า ครม.
⏱️
ปิดทะเบียนเลือกตั้ง 2569 — ยอดสุดท้ายเท่าไร?
Countdown สดถึงเวลาปิดระบบ 20 ก.ค. 23.59 น.
แหล่งที่มา: เนื้อหาในบทความนี้เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ระหว่างบูรณ์ อารยพล และคุณแบม (รัตนาพร กุลหงษ์) ผู้สื่อข่าวออนไลน์ สำนักข่าวมติชน เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 บันทึกเสียงต้นฉบับเก็บไว้เป็นหลักฐานอ้างอิง สำนักข่าวมติชนจะเผยแพร่บทความข่าวที่เกี่ยวข้องแยกต่างหากในเร็วๆ นี้