คุณเคยตั้งคำถามไหมว่า เงินที่ถูกหักไปทุกเดือนในนาม "ประกันสังคม" เดินทางผ่านประวัติศาสตร์อะไรมาบ้าง? ทำไมปี 2569 นี้ มนุษย์เงินเดือนรายได้เกิน 17,500 บาท ถึงต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน? และสูตรบำนาญใหม่ที่เรียกว่า CARE คำนวณมูลค่าเงินในอดีตอย่างไรกันแน่? บทความนี้รวบรวมไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ พร้อมตรวจสอบกลไกทางเทคนิคของสูตร CARE กับแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ทุกจุด

ก่อนจะมาเป็นกองทุนสวัสดิการมูลค่านับล้านล้านบาท ประเทศไทยผ่านการต่อสู้ทางแนวคิดและการลองผิดลองถูกทางกฎหมายมานานเกือบ 4 ทศวรรษ
พลังขับเคลื่อนของภาคแรงงานและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุครัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นำมาสู่การคลอดกฎหมายสวัสดิการฉบับประวัติศาสตร์
ระบบไตรภาคี: บริหารและร่วมจ่ายโดย 3 ฝ่าย — ลูกจ้าง นายจ้าง รัฐบาล
มาตรา 33: เริ่มบังคับใช้กับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป
4 กรณีแรกเริ่ม: เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต
ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ควบคู่ไปกับการ "ล็อกเพดานเงินสมทบ" ที่ผูกพันมาถึงปัจจุบัน
| ปี พ.ศ. | กฎหมาย/เหตุการณ์ | รายละเอียดและผลกระทบ |
|---|---|---|
| 2537 | พ.ร.บ. ประกันสังคม (ฉบับที่ 2) | ปรับปรุงระบบรักษาพยาบาล ขยายเครือข่ายคู่สัญญาโรงพยาบาลรัฐและเอกชน |
| 2538 | กฎกระทรวง ฉบับที่ 7 | จุดกำเนิดเพดานค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท (เก็บสมทบสูงสุด 750 บาท/เดือน) ถูกตรึงไว้ยาวนานถึง 30 ปี |
| 2541 | กำเนิดมาตรา 39 | ลูกจ้างที่ลาออกจาก ม.33 ส่งเงินสมทบต่อได้เองเพื่อไม่ให้สิทธิ์การรักษาขาดตอน |
| 2541 | เริ่มเก็บเงินสมทบกรณีชราภาพ | เริ่มหักเงินสมทบออมเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญ (นับงวดแรกธันวาคม 2541) |
| 2542 | พ.ร.บ. ประกันสังคม (ฉบับที่ 3) | รองรับสิทธิ์กรณีชราภาพอย่างเป็นทางการ เตรียมการกรณีว่างงาน |
| 2547 | เริ่มคุ้มครองกรณีว่างงาน | เพิ่มสิทธิ์เยียวยาการขาดรายได้ช่วงหางานใหม่ |
| 2558 | พ.ร.บ. ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) | ขยายสู่แรงงานนอกระบบ (มาตรา 40) ปรับโครงสร้างบอร์ด สปส. ให้มาจากการเลือกตั้ง |

ปี 2569 สำนักงานประกันสังคมดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ เพื่อแก้ปัญหาเงินกองทุนไม่สะท้อนค่าครองชีพปัจจุบัน จึงยกเลิกเพดานเก่า 15,000 บาท บังคับใช้โครงสร้างขั้นบันได 3 ระยะ (มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ตามราชกิจจานุเบกษา):
| ระยะ | ช่วงปี | เพดานค่าจ้าง | จ่ายสมทบสูงสุด |
|---|---|---|---|
| ระยะที่ 1 | 2569 – 2571 | 17,500 บาท | 875 บาท/เดือน |
| ระยะที่ 2 | 2572 – 2574 | 20,000 บาท | 1,000 บาท/เดือน |
| ระยะที่ 3 | 2575 เป็นต้นไป | 23,000 บาท | 1,150 บาท/เดือน |
อ้างอิง: ราชกิจจานุเบกษา, Hfocus, สภาองค์กรของผู้บริโภค
ขณะที่การขยับเพดานเงินสมทบได้รับการยอมรับ สิ่งที่กลายเป็นชนวนความขัดแย้งคือความพยายามนำสูตรคำนวณบำนาญใหม่ CARE (Career-Average Revalued Earnings) มาบังคับใช้แทนสูตรเดิม
ถ้าค่าจ้างของคุณเท่ากับค่าจ้างเฉลี่ยทั้งระบบ → ได้ 1 แต้ม หากสูงกว่า → ได้มากกว่า 1 แต้ม หากต่ำกว่า → ได้น้อยกว่า 1 แต้ม แต้มทุกเดือนจะถูกรวมและเฉลี่ยตลอดอายุการทำงาน แล้วคูณกับฐานค่าจ้างเฉลี่ย ณ เวลาที่เกิดสิทธิ เพื่อคำนวณบำนาญ
กลไก "Revalued" ของสูตร CARE คือการเทียบค่าจ้างแต่ละเดือนกับ ค่าจ้างเฉลี่ยของระบบ ไม่ใช่ดัชนีเงินเฟ้อ (CPI) หรือค่าครองชีพจริงโดยตรง — สองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน หากค่าจ้างเฉลี่ยทั้งระบบเติบโตช้ากว่าเงินเฟ้อจริง (ค่าแรงจริงหยุดนิ่งขณะราคาสินค้าสูงขึ้น) มูลค่าที่แท้จริงของบำนาญที่คำนวณจากฐานนี้ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะตามทันค่าครองชีพจริงได้เสมอไป นี่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกันตนควรทราบ ไม่ใช่การ "ไม่มีการปรับมูลค่าเลย" ตามที่บางแหล่งกล่าวเกินจริง แต่เป็นคำถามว่า "ปรับมูลค่าด้วยดัชนีอะไร และดัชนีนั้นสะท้อนค่าครองชีพจริงเพียงพอหรือไม่"
เพื่อความเป็นธรรม สปส. กำหนดให้ผู้เกษียณระหว่างปี 2569-2573 ได้รับการคำนวณเปรียบเทียบทั้ง 2 สูตร หากสูตรเดิมให้มากกว่า จะได้รับการชดเชยส่วนต่างตลอดชีวิต ลดหลั่นตามปีที่เกษียณ:
| ปีที่เกษียณ | สัดส่วนสูตรเดิม : CARE |
|---|---|
| 2568-2569 | 100% : 0% |
| 2570 | 80% : 20% |
| 2571 | 60% : 40% |
| 2572 | 40% : 60% |
| 2573 | 20% : 80% |
| 2574 เป็นต้นไป | 0% : 100% (CARE เต็มรูปแบบ) |
อ้างอิง: Thai PBS Policy Watch, Hfocus, ไทยรัฐ
มีข้อมูลเผยแพร่บางแหล่งอ้างว่าสูตร CARE กำลังถูกฟ้องร้องที่ศาลปกครองสูงสุด — ตรวจสอบแล้วไม่พบหลักฐานยืนยันคดีลักษณะนี้ ณ เดือนกรกฎาคม 2569 สาเหตุที่แท้จริงที่สูตร CARE และเพดานค่าจ้างยังไม่มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบคือ กระบวนการทางการเมือง — สภาถูกยุบ รัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจอนุมัติกฎหมายใหม่ สปส. คาดว่าจะประกาศใช้ได้ราวกลางปี 2569 หลังรัฐบาลใหม่เข้ารับตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม มีคดีความจริงที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบำนาญที่กำลังดำเนินอยู่ — คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 ซึ่งวางบรรทัดฐานเรื่องการแยกฐานคำนวณบำนาญระหว่าง ม.33 และ ม.39 ไม่ให้เฉลี่ยรวมกันที่ฐานต่ำสุด — คดีนี้เป็นรากฐานของ Class Action ม.39 ที่หมอบูรณ์และทีมงานผลักดันอยู่ในปัจจุบัน
การกล่าวอ้างข้อมูลเกินจริง (เช่น อ้างคดีที่ไม่มีอยู่จริง) ทำลายความน่าเชื่อถือของการรณรงค์ที่ถูกต้องอยู่แล้ว — จุดยืน #StopCARE ของหมอบูรณ์มีเหตุผลรองรับที่ตรวจสอบได้จริงเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาข้อมูลที่เกินจริง
เงินกองทุน 2.88 ล้านล้านบาทของผู้ประกันตนทุกคน ต้องมีคนเฝ้าดูแลด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง
⚖️ ศูนย์รวมคดี ม.39 Class Action → 🏆 นโยบาย 7+1 ยุทธศาสตร์ →