ในช่วงปี 2569 ระบบประกันสังคมไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อมีข้อเสนอให้ปรับสูตรคำนวณบำนาญชราภาพไปสู่รูปแบบที่เรียกว่า "CARE" (Career-Average Revalued Earnings) แนวคิดนี้ดูเหมือนจะตอบโจทย์ "ความยั่งยืน" ของระบบในระยะยาว แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับมีเสียงคัดค้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผู้ประกันตน โดยเฉพาะกลุ่ม ม.33
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า สูตรใหม่ดีหรือไม่ — แต่คือ ใครได้ประโยชน์ และใครกำลังแบกรับต้นทุนของการเปลี่ยนแปลงนี้
🔍 CARE คืออะไร — และต่างจากสูตรเดิมอย่างไร?
ระบบเดิมของไทยใช้หลักการคำนวณจากเงินเดือนช่วงท้ายของชีวิตการทำงาน (ประมาณ 5 ปีสุดท้าย) ในขณะที่ CARE เปลี่ยนเป็นการเฉลี่ยรายได้ตลอดทั้งชีวิตการทำงาน (ปรับค่าเงินตามเวลา)
ฝ่ายสนับสนุนมองว่า CARE สะท้อนรายได้ "ทั้งชีวิต" มากขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่เงินเดือนพุ่งช่วงท้าย และช่วยให้กองทุนมีเสถียรภาพในระยะยาว แต่ในมุมของฝ่ายคัดค้าน คำถามสำคัญคือ ความเป็นธรรมในเชิงทฤษฎี จะยังคงเป็นธรรมในชีวิตจริงหรือไม่
⚖️ 3 ประเด็นที่ทำให้เกิดความกังวล
🌍 บทเรียนจากต่างประเทศ
หลายประเทศพัฒนาแล้วมีการใช้ "สูตรเฉลี่ยรายได้" ในรูปแบบต่างๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ "วิธีการเปลี่ยนผ่าน"
การปฏิรูประบบบำนาญในช่วงปี 2023–2024 นำไปสู่การประท้วงขนาดใหญ่ เพราะประชาชนกังวลเรื่องผลกระทบระยะยาว — ความโปร่งใสและการยอมรับจากสังคมคือสิ่งที่ขาดไม่ได้
ระบบ Social Security ใช้การเฉลี่ยเฉพาะ "ช่วงรายได้ที่ดีที่สุด" ไม่ใช่ตลอดทั้งชีวิตแบบเต็มรูปแบบ — ซึ่งใกล้เคียงกับข้อเสนอ Best 60 Months ที่กลุ่ม ม.39 เรียกร้องอยู่
📢 เสียงคัดค้านในไทยกำลังสะท้อนอะไร
วันแรงงาน 1 พฤษภาคม 2569 องค์กรแรงงานหลายแห่งออกมาคัดค้านสูตร CARE อย่างพร้อมเพรียง โดยมีทั้งการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล และการชุมนุมเรียกร้องสิทธิ ดังนี้:
ข้อ 5 (สสรท./สรส./สปท.): หลักประกันทางสังคม — ต้องปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ มีคณะกรรมการที่มีความรู้ความสามารถ ผ่านการเลือกตั้งของผู้ประกันตนทุกตำแหน่ง รวมถึงยกเลิกการจ่ายบำนาญสูตร CARE ยื่นต่อ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน
การเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงาน ทั้งสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย นำโดยคุณสาวิทย์ แก้วหวาน และเครือข่ายผู้ประกันตน ม.39 นำโดยบูรณ์ อารยพล ไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูปทั้งหมด แต่กำลังตั้งคำถามสำคัญ 3 ข้อ:
- มีทางเลือกให้ผู้ประกันตนหรือไม่?
- มีมาตรการชดเชยที่เพียงพอหรือไม่?
- ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจโปร่งใสแค่ไหน?
🧭 ทางออกที่อาจสร้างสมดุลได้มากกว่า
จากข้อเสนอของหลายฝ่าย แนวทางที่ถูกพูดถึงและน่าพิจารณา ได้แก่:
- เปิด "ทางเลือกหลายสูตร" — ให้ผู้ประกันตนเลือกสูตรที่เหมาะกับตนเอง
- ใช้มาตรการคุ้มครองผู้ที่ใกล้เกษียณ — grandfathering clause
- ปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป (gradual transition) — ไม่บังคับใช้ทันที
- สื่อสารข้อมูลเชิงตัวเลขให้เข้าใจง่าย — ก่อนตัดสินใจเชิงนโยบาย
- Best 60 Months — ใช้ฐาน 60 เดือนที่มียอดสูงสุด ตามมาตรฐานสากล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 ยืนยันว่า ห้ามนำฐาน 4,800 บาทของ ม.39 มาเฉลี่ยรวมกับฐาน 15,000 บาทของ ม.33 เพื่อลดสิทธิบำนาญ — นี่คือบรรทัดฐานสำคัญที่รัฐต้องปฏิบัติตาม
🧠 สรุป: ประเด็นนี้ไม่มีคำตอบง่าย
CARE ไม่ใช่นโยบายที่ "ผิด" หรือ "ถูก" อย่างชัดเจน แต่มันคือการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีผู้ได้และผู้เสีย
การปฏิรูปที่ดี ไม่ควรทำให้คนที่อยู่ในระบบมานาน รู้สึกเสียเปรียบโดยไม่ทันตั้งตัว
— เสียงสะท้อนจากผู้ประกันตน ม.39 กว่า 1,000 คน วันแรงงาน 2569
ในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความเชื่อมั่นในระบบบำนาญอาจสำคัญไม่แพ้ตัวเลขทางการเงิน และเสียงของประชาชนคือหลักฐานที่รัฐบาลต้องฟัง
คุณคิดอย่างไรกับสูตร CARE? ถ้าคุณเป็นผู้ประกันตน ม.33 หรือใกล้เกษียณ คุณอยากได้ "ความมั่นคงแบบเดิม" หรือ "ระบบใหม่ที่ยั่งยืนกว่า"? คอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันได้ครับ — เพราะสุดท้ายแล้ว ระบบนี้เป็นของพวกเราทุกคน