ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบในหลักการสูตร CARE เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเข้าสู่การพิจารณา ซึ่งเอกสารความเห็นจากกระทรวงการคลัง (ลงวันที่ 7 ก.ค. 2569) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ลงวันที่ 6 ก.ค. 2569) ที่หลุดออกมา แม้ทั้งสองหน่วยงานจะเห็นชอบในหลักการของร่างกฎกระทรวงนี้ แต่ก็มีการเตือนอย่างชัดเจนถึงภาระการเงินและความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว
เอกสารทั้งสองฉบับไม่ใช่การคัดค้านสูตร CARE — ทั้งกระทรวงการคลังและสภาพัฒน์ระบุชัดว่าเห็นชอบในหลักการ เนื่องจากมองว่าช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสะท้อนการส่งเงินสมทบที่แท้จริงมากขึ้น แต่ประเด็นสำคัญที่ทั้งคู่เตือนตรงกันคือ ภาระทางการเงินที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และความเสี่ยงต่อความยั่งยืนของกองทุนในระยะยาว — บทความนี้รายงานตามเนื้อหาเอกสารจริง ไม่บิดเบือนให้ดูรุนแรงเกินจริง
กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่าร่างกฎกระทรวงฉบับนี้เป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ เพื่อให้การคำนวณมีความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกันตนต่างมาตรา จึงเห็นควรที่คณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นชอบในหลักการ โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม 2 ข้อ:

สภาพัฒน์พิจารณาแล้วเห็นชอบในหลักการของร่างกฎกระทรวง ซึ่งเป็นการยกเลิกกฎกระทรวงเดิม (พ.ศ. 2550 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2565) ที่มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานและการส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนในปัจจุบัน โดยร่างใหม่จะทำให้การคำนวณสิทธิประโยชน์สะท้อนการส่งเงินสมทบตลอดชีวิตการทำงาน และเป็นธรรมต่อผู้ประกันตนมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์เตือนว่า:

สิ่งที่เอกสารทั้งสองฉบับชี้ให้เห็นตรงกัน คือ แม้แต่หน่วยงานเศรษฐกิจการคลังของรัฐเองก็ยอมรับว่าสูตร CARE จะเพิ่มภาระให้กองทุนอย่างมีนัยสำคัญ และเตือนว่าต้องมีแผนรองรับที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นปัญหาที่ผู้ประกันตนต้องแบกรับในอนาคตผ่านการขึ้นอัตราเงินสมทบเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการจัดการรายจ่ายที่ไม่จำเป็นควบคู่กันไปก่อน
ข้อเสนอแนะของสภาพัฒน์เรื่อง "ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นก่อนขึ้นเงินสมทบ" คือสิ่งที่ต้องมีคนจากภายในบอร์ดประกันสังคมคอยตรวจสอบและผลักดันอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแค่ข้อเสนอแนะในเอกสารที่ไม่มีใครติดตาม การมีตัวแทนอิสระ 100% ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจึงยังจำเป็นเสมอ ไม่ว่าสถานะทางกฎหมายของ CARE จะไปถึงไหนแล้ว
ในจังหวะเดียวกัน เครือข่ายองค์กรแรงงาน ได้แก่ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.), สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และสภาองค์การลูกจ้าง ได้วางแผนเคลื่อนไหวคัดค้านสูตร CARE ร่วมกัน ดังนี้ (ข้อมูลจากการประสานงานภายในเครือข่ายแรงงาน รายงานเพื่อทราบ ไม่ใช่กิจกรรมที่จัดโดยทีมหมอบูรณ์โดยตรง)
ทีมงานหมอบูรณ์จะติดตามและรายงานความคืบหน้าของทั้งสองกิจกรรมนี้ต่อไป
คำนวณผลกระทบจริง พร้อมติดตามสถานะการคัดค้านสูตร CARE ล่าสุด
🧮 คำนวณผลกระทบที่ /m33/ → 📖 อ่านข่าว ครม. ฉบับเต็ม →