เมื่อคำว่า "วิชาการ" ถูกใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการเปลี่ยนสูตรบำนาญ คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า CARE คำนวณอย่างไร แต่คือใครเป็นคนออกแบบ ใครเป็นคนตัดสิน และประชาชนได้เห็นตัวเลขครบทุกด้านแล้วหรือยัง?
เมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงปรับฐานคำนวณบำนาญจากเดิม "ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย" ไปเป็นการนำค่าจ้างตลอดช่วงเวลาที่ส่งเงินสมทบมาปรับมูลค่าเป็นเงินปัจจุบัน แล้วจึงนำมาเฉลี่ยตามหลัก CARE (Career Average Revalued Earnings) รัฐบาลอธิบายว่านี่คือการสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนให้กองทุน
ประเด็นนี้ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงการถกเถียงว่า CARE เป็นสูตรคณิตศาสตร์ที่ดีหรือไม่ดี เพราะเมื่อสูตรถูกนำมาใช้กับเงินบำนาญของคนทำงานจริง มันไม่ได้อยู่ในตำราอีกต่อไป แต่กลายเป็นจำนวนเงินที่คนคนหนึ่งจะได้รับทุกเดือนหลังเกษียณ ซึ่งอาจต้องใช้เลี้ยงชีวิตไปอีก 20-30 ปี
ดังนั้น ประชาชนมีสิทธิถาม: ใครเป็นคนออกแบบสูตร? ใช้สมมติฐานอะไร? ใช้ดัชนีอะไรในการปรับค่าจ้างย้อนหลัง? ทดลองกับข้อมูลผู้ประกันตนจริงหรือไม่? กลุ่มไหนได้มากขึ้น กลุ่มไหนได้น้อยลง? — นี่ไม่ใช่คำถามทางการเมือง แต่เป็นคำถามพื้นฐานของความโปร่งใส
ข้อมูลจากรายงานข่าวหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 (เฉพาะกิจ) ของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นคณะที่ศึกษาและออกแบบสูตร CARE โดยตรง
ดังนั้น การนำเสนอความเห็นของบุคคลในประเด็นนี้ด้วยคำว่า "นักวิชาการ" เพียงคำเดียว อาจทำให้ประชาชนไม่เห็นภาพทั้งหมดของบทบาทในกระบวนการนโยบาย ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเขามีความรู้ทางวิชาการหรือไม่ และไม่ได้อยู่ที่ว่าเขามีสิทธิแสดงความคิดเห็นหรือไม่ — แน่นอนว่าเขามีสิทธิ แต่ประชาชนก็มีสิทธิเช่นกันที่จะรู้ว่า คนที่กำลังอธิบายความดีของสูตรนั้น มีบทบาทอะไรอยู่ในกระบวนการศึกษาสูตร
รัฐบาลระบุชัดว่า CARE มีเป้าหมายเรื่องความเป็นธรรมและความยั่งยืนของกองทุน — ไม่มีใครปฏิเสธว่ากองทุนต้องยั่งยืน แต่คำถามคือ ทำไมคำว่า "ความยั่งยืนของกองทุน" ต้องถูกแปลออกมาเป็นการเปลี่ยนวิธีคำนวณสิทธิของคนที่จะเกษียณเท่านั้น? ถ้าปัญหาคือความยั่งยืนของกองทุน ประชาชนมีสิทธิถามถึงทางเลือกทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะทางเลือกที่เปลี่ยนสูตรบำนาญ:
รัฐได้เปรียบเทียบทุกทางเลือกให้ประชาชนเห็นแล้วหรือยัง หรือสุดท้ายแล้ววิธีที่ง่ายที่สุดคือ "เปลี่ยนสูตร แล้วบอกว่านี่คือความเป็นธรรม"?
ข้ออ้างสำคัญของ CARE คือไม่ได้เอาเงินเดือนในอดีตมาเฉลี่ยแบบดิบๆ แต่นำค่าจ้างในอดีตมาปรับมูลค่าเป็นเงินปัจจุบันก่อนคำนวณ — ต้องยอมรับว่า CARE ไม่ใช่การเอาเงินเดือนเดือนแรกมาบวกแล้วหารตรงๆ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ "ปรับมูลค่า" ด้วยอะไร? ดัชนีที่ใช้สะท้อนเงินเฟ้อ ค่าจ้าง ผลิตภาพแรงงาน รายได้เฉลี่ยผู้ประกันตน หรือค่าครองชีพ — สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และให้ผลลัพธ์ต่างกัน
ไม่ใช่แค่ "เรา Revalue แล้ว" แต่ต้องตอบว่า "Revalue ด้วยตัวเลขอะไร และถ้าใช้ตัวเลขอีกแบบ ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไปเท่าไร?" — นี่คือข้อมูลที่ประชาชนควรเห็นแบบเปิดหน้า ไม่ใช่เห็นเพียงคำว่า "เป็นธรรม"
นี่คือคำถามใหญ่ที่สุด — ถ้า CARE จะสร้างความเป็นธรรมจริง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะกลัวการเปิดตารางเปรียบเทียบ เอาข้อมูลผู้ประกันตนจริงมาทดสอบ แล้วเปิดให้เห็น:
ไม่ใช่แค่บอกว่า "CARE เป็นธรรมกว่า" แต่ต้องให้ประชาชนเห็นว่าเป็นธรรมอย่างไร และใครเป็นคนได้ประโยชน์จากความเป็นธรรมนั้น
ฝ่ายผู้ประกันตนจำนวนหนึ่งเสนอแนวคิด Best 60 Months — ใช้ค่าจ้างในช่วง 60 เดือนที่ดีที่สุดมาเป็นฐานคำนวณ รัฐและนักวิชาการอาจเห็นต่างได้ แต่คำถามคือ ทำไมจึงไม่เอาทุกสูตรมาวางบนโต๊ะเดียวกัน — CARE vs. สูตรเดิม vs. Best 60 — แล้วใช้ข้อมูลผู้ประกันตนจริงเป็นตัวทดลอง ให้ประชาชนเห็นกันไปเลยว่าแต่ละสูตรให้ใครเท่าไร ถ้า CARE ดีจริง ก็ให้ชนะด้วยตัวเลข ไม่ต้องชนะด้วยคำว่า "นักวิชาการ" หรือ "มาตรฐานสากล"
คำว่า "เป็นธรรม" ฟังดี แต่ในเรื่องบำนาญ ต้องตอบออกมาเป็นเงินบาท เพราะผู้ประกันตนไม่ได้เอาคำว่า "เป็นธรรม" ไปจ่ายค่าไฟ ไม่ได้เอาคำว่า "ยั่งยืน" ไปซื้ออาหาร หลังเกษียณ สิ่งที่เขาต้องใช้คือเงินบำนาญจริง ดังนั้นหากรัฐบอกว่า CARE เป็นธรรม คำตอบที่ประชาชนต้องการคือ "แล้วผมจะได้เงินเท่าไร?"
รัฐบาลระบุว่ามีมาตรการรองรับผู้ที่จะเริ่มรับบำนาญในช่วง 5 ปีแรก หากสูตรใหม่ทำให้ได้รับน้อยกว่าสูตรเดิม โดยชดเชยส่วนต่างแบบลดหลั่นจาก 100% ในปีแรก ไปจนถึง 20% ในปีที่ห้า ฟังดูเหมือนมีหลักประกัน แต่ต้องถามต่อทันทีว่า แล้วหลังปีที่ 5 ล่ะ? เมื่อมาตรการชดเชยค่อยๆ หายไป ความต่างที่เหลืออยู่จะตกอยู่กับใคร? — นี่คือคำถามที่ไม่ควรถูกกลบด้วยคำว่า "ช่วงเปลี่ยนผ่าน" เพราะการเกษียณของคนหนึ่งคนไม่ได้มีเวลาเปลี่ยนผ่านเพียง 5 ปี เขาต้องกิน ต้องอยู่ และจ่ายค่าครองชีพไปอีกหลายสิบปี
สังคมไม่ควรตกอยู่ในกับดักว่า "นักวิชาการพูด = ต้องเชื่อ" เพราะนักวิชาการก็เสนอความเห็นที่แตกต่างกันได้ เช่นเดียวกับนักเศรษฐศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ประกันภัย นักกฎหมาย นักแรงงาน และผู้ประกันตนที่เห็นต่างกันได้ ความรู้ไม่ได้ทำให้ใครอยู่เหนือการตรวจสอบ ตรงกันข้าม ยิ่งมีความรู้ ยิ่งมีอำนาจกำหนดนโยบาย ยิ่งมีบทบาทในกระบวนการออกแบบสูตร ยิ่งต้องเปิดให้สังคมตรวจสอบ — นี่คือหลักการพื้นฐานของนโยบายสาธารณะ
การตั้งคำถามต่อ CARE ไม่ใช่การต่อต้านวิชาการ ตรงกันข้าม การตั้งคำถามคือหัวใจของวิชาการ ถ้าสูตร CARE ถูกต้อง เป็นธรรม และยั่งยืนจริง ก็ให้ตรวจสอบได้ เปรียบเทียบได้ เปิดแบบจำลองได้ และเอาตัวเลขมาชนกับ Best 60 ได้ต่อหน้าประชาชน เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์ของสูตรนี้ไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่รัฐมนตรี ไม่ใช่คณะกรรมการ แต่คือ "คนทำงานที่ส่งเงินเข้าประกันสังคมทุกเดือน"
คำถามจึงไม่ใช่ "CARE เป็นสูตรที่นักวิชาการบอกว่าดีหรือไม่?" แต่คือ "CARE ดีสำหรับใคร?" — และถ้าคำตอบคือ "ดีสำหรับผู้ประกันตน" ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เอาตัวเลขทั้งหมดมาเปิดให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเอง เพราะเงินบำนาญเป็นของคนทำงาน ไม่ใช่ของรัฐบาล และความเป็นธรรมไม่ควรต้องขออนุญาตจากใคร
คำนวณทันทีว่าสูตร CARE จะกินบำนาญของคุณเท่าไร พร้อมร่วมแคมเปญ #StopCARE
🧮 คำนวณผลกระทบตอนนี้ → 📋 อ่านนโยบาย 7+1 ฉบับเต็ม →