💭 บทวิเคราะห์เชิงหลักการ · 18 สิงหาคม 2569
← คลังความรู้ เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569

CARE "ความเป็นธรรม" ของใคร?
เปิดคำถามต่อสูตรบำนาญใหม่

เมื่อคำว่า "วิชาการ" ถูกใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการเปลี่ยนสูตรบำนาญ คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า CARE คำนวณอย่างไร แต่คือใครเป็นคนออกแบบ ใครเป็นคนตัดสิน และประชาชนได้เห็นตัวเลขครบทุกด้านแล้วหรือยัง?

CARE ความเป็นธรรมของใคร เปิดคำถามต่อสูตรบำนาญใหม่ หมอบูรณ์เบอร์ 2 StopCARE
⚠️ หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ได้กล่าวหาว่าผู้ใดกระทำผิดกฎหมายหรือ "รับใบสั่ง" และไม่ปฏิเสธสิทธิของผู้ใดในการแสดงความคิดเห็น ทุกข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของบุคคลที่กล่าวถึงตรวจสอบแล้วจากรายงานข่าวหลายสำนัก ประเด็นที่นำเสนอคือหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของกระบวนการนโยบาย ไม่ใช่การประเมินตัวบุคคล

📋 จาก "สูตร" สู่ "อำนาจในการกำหนดเงินบำนาญ"

เมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงปรับฐานคำนวณบำนาญจากเดิม "ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย" ไปเป็นการนำค่าจ้างตลอดช่วงเวลาที่ส่งเงินสมทบมาปรับมูลค่าเป็นเงินปัจจุบัน แล้วจึงนำมาเฉลี่ยตามหลัก CARE (Career Average Revalued Earnings) รัฐบาลอธิบายว่านี่คือการสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนให้กองทุน

ประเด็นนี้ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงการถกเถียงว่า CARE เป็นสูตรคณิตศาสตร์ที่ดีหรือไม่ดี เพราะเมื่อสูตรถูกนำมาใช้กับเงินบำนาญของคนทำงานจริง มันไม่ได้อยู่ในตำราอีกต่อไป แต่กลายเป็นจำนวนเงินที่คนคนหนึ่งจะได้รับทุกเดือนหลังเกษียณ ซึ่งอาจต้องใช้เลี้ยงชีวิตไปอีก 20-30 ปี

ดังนั้น ประชาชนมีสิทธิถาม: ใครเป็นคนออกแบบสูตร? ใช้สมมติฐานอะไร? ใช้ดัชนีอะไรในการปรับค่าจ้างย้อนหลัง? ทดลองกับข้อมูลผู้ประกันตนจริงหรือไม่? กลุ่มไหนได้มากขึ้น กลุ่มไหนได้น้อยลง? — นี่ไม่ใช่คำถามทางการเมือง แต่เป็นคำถามพื้นฐานของความโปร่งใส

👤 "นักวิชาการ" ต้องถูกตรวจสอบน้อยกว่าผู้มีอำนาจหรือ?

ข้อมูลจากรายงานข่าวหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 (เฉพาะกิจ) ของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นคณะที่ศึกษาและออกแบบสูตร CARE โดยตรง

📌 ข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากแหล่งข่าวหลายสำนัก
บทบาทเดิมประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพฯ (เฉพาะกิจ) สำนักงานประกันสังคม
ตำแหน่งวิชาการคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
บทบาทปัจจุบันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 30 พรรคประชาชน
ตำแหน่งใน สส.รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน
การเคลื่อนไหวล่าสุดยังคงออกแถลงต่อสาธารณะสนับสนุนสูตร CARE อย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า "ขออย่าทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง"

ดังนั้น การนำเสนอความเห็นของบุคคลในประเด็นนี้ด้วยคำว่า "นักวิชาการ" เพียงคำเดียว อาจทำให้ประชาชนไม่เห็นภาพทั้งหมดของบทบาทในกระบวนการนโยบาย ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเขามีความรู้ทางวิชาการหรือไม่ และไม่ได้อยู่ที่ว่าเขามีสิทธิแสดงความคิดเห็นหรือไม่ — แน่นอนว่าเขามีสิทธิ แต่ประชาชนก็มีสิทธิเช่นกันที่จะรู้ว่า คนที่กำลังอธิบายความดีของสูตรนั้น มีบทบาทอะไรอยู่ในกระบวนการศึกษาสูตร

คนที่มีบทบาทในกระบวนการกำหนดนโยบาย ยิ่งต้องเปิดเผยบทบาทของตัวเองให้สังคมตรวจสอบได้มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

คำถามที่ 1 — CARE ทำเพื่อ "ความยั่งยืน" หรือย้ายความเสี่ยงไปให้คนทำงาน?

รัฐบาลระบุชัดว่า CARE มีเป้าหมายเรื่องความเป็นธรรมและความยั่งยืนของกองทุน — ไม่มีใครปฏิเสธว่ากองทุนต้องยั่งยืน แต่คำถามคือ ทำไมคำว่า "ความยั่งยืนของกองทุน" ต้องถูกแปลออกมาเป็นการเปลี่ยนวิธีคำนวณสิทธิของคนที่จะเกษียณเท่านั้น? ถ้าปัญหาคือความยั่งยืนของกองทุน ประชาชนมีสิทธิถามถึงทางเลือกทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะทางเลือกที่เปลี่ยนสูตรบำนาญ:

รัฐได้เปรียบเทียบทุกทางเลือกให้ประชาชนเห็นแล้วหรือยัง หรือสุดท้ายแล้ววิธีที่ง่ายที่สุดคือ "เปลี่ยนสูตร แล้วบอกว่านี่คือความเป็นธรรม"?

คำถามที่ 2 — "Revalue" แล้วจบจริงหรือ?

ข้ออ้างสำคัญของ CARE คือไม่ได้เอาเงินเดือนในอดีตมาเฉลี่ยแบบดิบๆ แต่นำค่าจ้างในอดีตมาปรับมูลค่าเป็นเงินปัจจุบันก่อนคำนวณ — ต้องยอมรับว่า CARE ไม่ใช่การเอาเงินเดือนเดือนแรกมาบวกแล้วหารตรงๆ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ "ปรับมูลค่า" ด้วยอะไร? ดัชนีที่ใช้สะท้อนเงินเฟ้อ ค่าจ้าง ผลิตภาพแรงงาน รายได้เฉลี่ยผู้ประกันตน หรือค่าครองชีพ — สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และให้ผลลัพธ์ต่างกัน

คำถามที่รัฐต้องตอบ

ไม่ใช่แค่ "เรา Revalue แล้ว" แต่ต้องตอบว่า "Revalue ด้วยตัวเลขอะไร และถ้าใช้ตัวเลขอีกแบบ ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไปเท่าไร?" — นี่คือข้อมูลที่ประชาชนควรเห็นแบบเปิดหน้า ไม่ใช่เห็นเพียงคำว่า "เป็นธรรม"

คำถามที่ 3 — ถ้า CARE ดีกว่าเดิมจริง ทำไมไม่เปิด "ข้อมูลดิบ" ให้ตรวจ?

นี่คือคำถามใหญ่ที่สุด — ถ้า CARE จะสร้างความเป็นธรรมจริง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะกลัวการเปิดตารางเปรียบเทียบ เอาข้อมูลผู้ประกันตนจริงมาทดสอบ แล้วเปิดให้เห็น:

ไม่ใช่แค่บอกว่า "CARE เป็นธรรมกว่า" แต่ต้องให้ประชาชนเห็นว่าเป็นธรรมอย่างไร และใครเป็นคนได้ประโยชน์จากความเป็นธรรมนั้น

⚖️ ทำไมต้องเอา "Best 60" ออกจากโต๊ะ?

ฝ่ายผู้ประกันตนจำนวนหนึ่งเสนอแนวคิด Best 60 Months — ใช้ค่าจ้างในช่วง 60 เดือนที่ดีที่สุดมาเป็นฐานคำนวณ รัฐและนักวิชาการอาจเห็นต่างได้ แต่คำถามคือ ทำไมจึงไม่เอาทุกสูตรมาวางบนโต๊ะเดียวกัน — CARE vs. สูตรเดิม vs. Best 60 — แล้วใช้ข้อมูลผู้ประกันตนจริงเป็นตัวทดลอง ให้ประชาชนเห็นกันไปเลยว่าแต่ละสูตรให้ใครเท่าไร ถ้า CARE ดีจริง ก็ให้ชนะด้วยตัวเลข ไม่ต้องชนะด้วยคำว่า "นักวิชาการ" หรือ "มาตรฐานสากล"

คำถามที่ 4 — "ความเป็นธรรม" ที่ไม่มีตัวเลขให้ตรวจสอบ เป็นคำโฆษณาหรือไม่?

คำว่า "เป็นธรรม" ฟังดี แต่ในเรื่องบำนาญ ต้องตอบออกมาเป็นเงินบาท เพราะผู้ประกันตนไม่ได้เอาคำว่า "เป็นธรรม" ไปจ่ายค่าไฟ ไม่ได้เอาคำว่า "ยั่งยืน" ไปซื้ออาหาร หลังเกษียณ สิ่งที่เขาต้องใช้คือเงินบำนาญจริง ดังนั้นหากรัฐบอกว่า CARE เป็นธรรม คำตอบที่ประชาชนต้องการคือ "แล้วผมจะได้เงินเท่าไร?"

5 ปีแรกที่บอกว่าจะ "ชดเชย" ก็ต้องถามต่อ

รัฐบาลระบุว่ามีมาตรการรองรับผู้ที่จะเริ่มรับบำนาญในช่วง 5 ปีแรก หากสูตรใหม่ทำให้ได้รับน้อยกว่าสูตรเดิม โดยชดเชยส่วนต่างแบบลดหลั่นจาก 100% ในปีแรก ไปจนถึง 20% ในปีที่ห้า ฟังดูเหมือนมีหลักประกัน แต่ต้องถามต่อทันทีว่า แล้วหลังปีที่ 5 ล่ะ? เมื่อมาตรการชดเชยค่อยๆ หายไป ความต่างที่เหลืออยู่จะตกอยู่กับใคร? — นี่คือคำถามที่ไม่ควรถูกกลบด้วยคำว่า "ช่วงเปลี่ยนผ่าน" เพราะการเกษียณของคนหนึ่งคนไม่ได้มีเวลาเปลี่ยนผ่านเพียง 5 ปี เขาต้องกิน ต้องอยู่ และจ่ายค่าครองชีพไปอีกหลายสิบปี

เราไม่ได้เรียกร้องให้เชื่อว่า CARE เลว และไม่ได้เรียกร้องให้เชื่อว่า Best 60 ดี — เรากำลังเรียกร้องสิ่งที่ง่ายกว่านั้นมาก: "เอาตัวเลขทั้งหมดมาเปิด"

🔍 จาก "นักวิชาการ" กลับมาที่ "ประชาชน"

สังคมไม่ควรตกอยู่ในกับดักว่า "นักวิชาการพูด = ต้องเชื่อ" เพราะนักวิชาการก็เสนอความเห็นที่แตกต่างกันได้ เช่นเดียวกับนักเศรษฐศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ประกันภัย นักกฎหมาย นักแรงงาน และผู้ประกันตนที่เห็นต่างกันได้ ความรู้ไม่ได้ทำให้ใครอยู่เหนือการตรวจสอบ ตรงกันข้าม ยิ่งมีความรู้ ยิ่งมีอำนาจกำหนดนโยบาย ยิ่งมีบทบาทในกระบวนการออกแบบสูตร ยิ่งต้องเปิดให้สังคมตรวจสอบ — นี่คือหลักการพื้นฐานของนโยบายสาธารณะ

📝 บทสรุป: อย่าให้คำว่า "วิชาการ" กลายเป็นเกราะกันกระสุน

การตั้งคำถามต่อ CARE ไม่ใช่การต่อต้านวิชาการ ตรงกันข้าม การตั้งคำถามคือหัวใจของวิชาการ ถ้าสูตร CARE ถูกต้อง เป็นธรรม และยั่งยืนจริง ก็ให้ตรวจสอบได้ เปรียบเทียบได้ เปิดแบบจำลองได้ และเอาตัวเลขมาชนกับ Best 60 ได้ต่อหน้าประชาชน เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์ของสูตรนี้ไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่รัฐมนตรี ไม่ใช่คณะกรรมการ แต่คือ "คนทำงานที่ส่งเงินเข้าประกันสังคมทุกเดือน"

คำถามจึงไม่ใช่ "CARE เป็นสูตรที่นักวิชาการบอกว่าดีหรือไม่?" แต่คือ "CARE ดีสำหรับใคร?" — และถ้าคำตอบคือ "ดีสำหรับผู้ประกันตน" ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เอาตัวเลขทั้งหมดมาเปิดให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเอง เพราะเงินบำนาญเป็นของคนทำงาน ไม่ใช่ของรัฐบาล และความเป็นธรรมไม่ควรต้องขออนุญาตจากใคร

🧮 เช็กผลกระทบ CARE ต่อบำนาญของคุณ

คำนวณทันทีว่าสูตร CARE จะกินบำนาญของคุณเท่าไร พร้อมร่วมแคมเปญ #StopCARE

🧮 คำนวณผลกระทบตอนนี้ → 📋 อ่านนโยบาย 7+1 ฉบับเต็ม →

บทความที่เกี่ยวข้อง

📋
ผู้สมัครคนไหนค้าน "สูตร CARE" บ้าง? รวมจุดยืนทุกเบอร์
รวมจุดยืน 6 ผู้สมัครต่อสูตรบำนาญ CARE
⚖️
สูตร CARE vs Best 60 เดือน ต่างกันอย่างไร (30 คำถาม)
เจาะลึกเปรียบเทียบสูตรบำนาญแบบละเอียด
💭
เมื่อเครื่องมือของรัฐเปลี่ยนบริบท: คำถามใหญ่เรื่องธรรมาภิบาลดิจิทัล
คำถามเชิงหลักการเดียวกัน แต่มุมเรื่องเครื่องมือดิจิทัลของ สปส.
💭
เอาให้ได้ทั้ง 14 ที่นั่ง? ถ้าได้ทั้งหมด...ใครตรวจสอบใคร?
ทำไมหลักถ่วงดุลอำนาจในบอร์ดถึงสำคัญ
📚
คลังความรู้ฉบับเต็ม — เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569
รวมทุกบทความเชิงลึกในที่เดียว
แหล่งที่มา: ข้อมูลมติคณะรัฐมนตรี 14 กรกฎาคม 2569 และบทบาทของ รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ในฐานะอดีตประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพฯ และปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน อ้างอิงจากรายงานข่าวหลายสำนัก (มติชน, โพสต์ทูเดย์, ฐานเศรษฐกิจ, ประชาไท) บทความนี้นำเสนอคำถามเชิงหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของกระบวนการนโยบาย ไม่ใช่การกล่าวหาว่าผู้ใดกระทำผิด และไม่ปฏิเสธสิทธิของผู้ใดในการแสดงความคิดเห็นสนับสนุนหรือคัดค้านนโยบายใดๆ